Academics Experiences gained and Publications

Head of the Research Title "Embodiment of Thai Buddhist Aesthetics in Using Goldsmithing Culture: The Wisdom, Spirituality and Craftsmanship from the Past to the Contemporary Object"

Silpakorn Research Institute, Thailand

Abstract

Thai people have a long history of using gold ware, may it be as objects in religious rituals, jewellery or household utensils. Evidences can be traced back from Dhavaravati, Sukhothai, Lanna, and Ayutthaya to Rattanakosin period. Descendants nowadays are still amazed by wisdom and sophistication of people in the past; how they transformed this valuable material into different objects using delicate techniques. Gold ware was once reserved only for the use of court, noblemen and the wealthy. However, it is becoming available to public in Rattanakosin period. The art of gold ware has been continuously growing in response to local and external demands. Ironically, the increasing demand leads to mass production which focuses more on number and speed rather than neatness and sophisticated skills.
The research aims to demonstrate to todays’s society aesthetic values of Thai gold ware as it portrays wisdom, national identity and level of craftsmanship of our ancestors. The study will focus on gold ware during the reign of King Rama I-III. This is because the period inherits directly the prosperity of Ayutthaya. Philosophy and thinking behind the production of gold jewellery and utensils shall be transformed to serve today’s society which is facing threats from materialism and western influences. Products were be designed to combine both practicality and artistic elements. Wearing the jewellery shall uplift the mind of the wearer. External and internal beauty may then lead to sustainable living of this contemporary society.


บทคัดย่อ

 

ตั้งแต่ ครั้งอดีตจวบจนปัจจุบัน คนไทยมีวัฒนธรรมในการใช้โลหะทองคำสำหรับศิลปะเครื่องทอง มิว่าจะเป็นวัตถุทางศาสนา เครื่องประดับ หรือเครื่องใช้ไม้สอย ซึ่งการใช้โลหะดังกล่าวได้ปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีตั้งแต่ยุคทวารวดี ยุคสุโขทัย ล้านนา อยุธยา สืบต่อมาเป็นมรดกล้ำค่ายังยุครัตนโกสินทร์ ทำให้ปุถุชนรุ่นหลังอย่างพวกเราได้รับทราบถึงสมบัติทางสุนทรียะของภูมิปัญญา ด้านการสร้างสรรค์ภาพลักษณ์ หรือจิตวิญญาณในการใช้โลหะสูงค่าเพื่อความเป็น    สิริมงคลต่อชีวิต และฝีมือการประดิษฐ์ผลงานประณีตศิลป์ด้วยเทคนิคโบราณซับซ้อนของบรรพชน ถึงแม้ว่าหลักฐานเก่าจะระบุรูปแบบการใช้ศิลปะเครื่องทองว่า มีการใช้เพียงแค่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชวงศานุวงศ์ บุคคลชั้นสูง เจ้านายชั้นต่างๆ ข้าราชบริพาร และสามัญชนผู้มีฐานะดี หากงานประณีตศิลป์ประเภทเครื่องทองในฐานะศิลปวัตถุ (ทั้งในส่วนของรูปแบบวัตถุ เครื่องประดับ หรือผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค เป็นต้น) ยังเป็นสื่อที่มนุษย์สามารถรับรู้สัมผัสโดยตรงจากการใช้สอยในชีวิตประจำวัน ดังนั้น งานประณีตศิลป์ประเภทดังกล่าวจึงสามารถบรรยายความคิด สะท้อนวิถีการดำรงชีวิต และสภาพทางวัฒนธรรมของคนไทยในแต่ละยุค รวมทั้งเป็นศิลปวิธีในการแสดงออกถึงความเป็นตัวตนของเมืองและการปรากฏลักษณะ ของคนในชาติ


โครงการวิจัย เรื่อง “การประยุกต์สาระแห่งจิตวิญญาณดั้งเดิมเรื่องสุนทรียะการใช้ศิลปะเครื่องทอง ไทย โดยมุ่งเน้นเรื่องการออกแบบรากเหง้าทางภูมิปัญญา จิตวิญญาณ และฝีมือ จากอดีตสู่รูปแบบทางวัตถุของมนุษย์ยุคร่วมสมัยในปัจจุบัน” มีเป้าหมายในการศึกษารากเหง้าทางภูมิปัญญา จิตวิญญาณและฝีมือของประณีตศิลปกรรม โดยเน้นช่วงต้นแห่งกรุงรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่๑ ถึงรัชกาลที่ ๓ เนื่องจากเป็นช่วงรัชสมัยที่มีความสมบูรณ์ในการต่อยอดองค์ความรู้ทางงาน ศิลป์สืบจากสมัยกรุงศรีอยุธยา นับเป็นช่วงการสร้างบ้านแปงเมืองและคงไว้ซึ่งระเบียบแบบแผนของศิลปะที่ครบ ครันอันปรากฏเป็นรากฐานแก่งานประณีตศิลป์ไทยจนถึงปัจจุบัน โครงการวิจัยจักศึกษาแนวความคิดเชิงอุดมคติ สังเคราะห์ศิลปวิธีและแม่แบบการเรียนรู้เรื่องทักษะฝีมือ โดยแสดงออกถึงความคิดอ่านของมนุษย์ที่มีต่อสังคมที่ตนเองอาศัยเติบโต

การ ประยุกต์สาระสำคัญของสุนทรียะเครื่องทองไทยสู่เครื่องประดับร่วมสมัย ที่มีรูปแบบสัมพันธ์สอดคล้องกับการดำรงชีวิต ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงด้านรูปลักษณ์ประกอบกับการใช้สอยที่เปลี่ยนไปตามสมัย สามารถอธิบายถึงวัตถุประสงค์ในการสวมใส่อันเผยให้เห็นถึงรสนิยมและพัฒนาการ ด้านฝีมือ ซึ่งเครื่องประดับที่ได้รับการออกแบบจากโครงการฯนี้สร้างสรรค์จากวัตถุดิบ ที่มีอยู่ปัจจุบัน ส่อแสดงถึงวิธีคิด ความรู้ที่แตกต่าง รวมถึงขยายคุณค่าในลักษณะใหม่ เพื่อมาสวมใส่แก่ร่างกายและทำนุบำรุงจิตใจของตนเองให้มีความละเอียดละออ กอปรกับการสร้างความสอดคล้องกับเนื้อหาของนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของ ชาติ ฉบับที่๑๐ เรื่องการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมให้เป็นรากฐานที่มั่นคงของ ประเทศด้วยปัจจัยองค์ความรู้ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อมุ่งสู่การเจริญเติบโตที่สมดุลและยั่งยืน และสร้างโอกาสใหม่โดยใช้ศักยภาพซึ่งมีอยู่ในสังคมไทย โดยเฉพาะทุนทางสังคมและวัฒนธรรม รวมทั้งภูมิปัญญาเดิมที่สามารถนำมาเชื่อมโยงและต่อยอด เพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อไปในอนาคต

 

จุดเริ่มต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นหรือยุคสร้างบ้านแปงเมืองนี้ เราสามารถนับร่วมจากสมัยปลายกรุงศรีอยุธยาราวปี พ.ศ.๒๓๐๙ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กรุงศรีอยุธยาเริ่มมีความระส่ำระส่ายจากเหตุการณ์การ รุกรานจากพม่าตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๐๗ ครั้งนั้นพม่ายกกองทัพมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ของประเทศไทยปัจจุบัน มีมังมหานรธาเป็นแม่ทัพ พม่าตีเมืองทางใต้ได้อย่างง่ายดาย เป็นเหตุให้หงสาหรือพม่าในปัจจุบันฮึกเหิมเข้ารุกรานมาเรื่อยๆตลอดหัวเมือง ทางใต้จนถึงเมืองเพชรบุรี กรุงศรีอยุธยาในครั้งนั้นได้ส่งกองทัพ มีพระยาโกษาธิบดีกับพระยาตาก (ต่อมาคือ พระยาวชิรปราการ) ไปรักษาเมืองเพชรบุรีไว้ จนสามารถขับไล่ทัพแห่งกรุงหงสาวดี (พม่า) ให้ถอยทัพไปทางด่านสิงขร ศึกกับกรุงหงสาวดีครั้งสำคัญต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๐๙ ซึ่งเป็นศึกที่หงสาวดีเข้าโจมตีอย่างชาญฉลาดและรุกฆาต พระยาตากผู้ซึ่งได้บำเน็จความดีความชอบในสงครามครั้งปี ๒๓๐๗ โปรดให้เลื่อนเป็น พระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชรและถูกเรียกตัวให้เข้ารับราชการในกรุงศรีฯ เพื่อป้องกันพระนคร เห็นว่าขืนอยู่ช่วยป้องกันพระนครต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด เนื่องจากพระยาวชิรปราการประเมินสถานการณ์ได้ว่ากรุงศรีอยุธยาต้องเสียแก่ พม่าในครั้งนี้เป็นแน่ ท่านจึงรวบรวมสมัครพรรคพวกได้ประมาณ ๕๐๐ คน ตีฝ่าวงล้อมออกจากค่ายพิชัย มุ่งออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อรวบรวมกำลังกลับมากู้กรุงศรีอยุธยาในภายหลัง

ในที่สุด พ.ศ. ๒๓๑๐ ทัพแห่งกรุงหงสาวดีก็ยกทัพตีพระนครศรีอยุธยาได้สำเร็จ นับเป็นเวลาที่หงสาวดีล้อมค่ายยาวนานอยู่ถึง ๑ ปี ๒ เดือน กรุงศรีอยุธยาได้สูญเสียราชธานีแก่กรุงหงสาวดีในสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ พระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา พระยาวชิรปราการได้จัดเตรียมกองทัพ สะสมเสบียงอาหาร ศาสตราวุธ และกองทัพเรืออยู่เป็นเวลา ๓ เดือน ก็ยกกองทัพเรือเข้ามาด้านปากน้ำเจ้าพระยา ตีเมืองธนบุรีแตก จับนายทองอินประหารแล้วเลยไปตีค่ายโพธิ์สามต้นจนแตกยับเยิน สุกี้พระนายกองตายในที่รบ ขับไล่หงสาวดีออกไปพ้นแผ่นดินไทยสำเร็จ ในปี เดียวกันนั่นเอง ซึ่งใช้เวลากู้อิสรภาพกลับคืนจากพม่าภายในเวลาเพียง ๗ เดือน จากนั้น พระยาวชิรปราการจึงยกทัพกลับมากรุงธนบุรีและปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหา กษัตริย์ พระนามว่า “สมเด็จพระบรมราชาที่ ๔” แต่ประชาชนยังนิยมเรียกพระนามเดิมของท่านว่า “พระเจ้าตากสิน” เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๑๑ และสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี หลังจากนั้นพระเจ้าตากสินได้ยกกองทัพไปปราบปรามอริราชศัตรูต่างๆ ที่เมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาเป็นเหตุบ้านเมืองเกิดแตกแยก หัวเมืองต่างๆตั้งตัวเป็นใหญ่ และต่างคนต่างรวมสมัครพรรคพวกเพื่อตั้งเป็นก๊กต่างๆ อาทิ ก๊กสุกี้พระนายกอง ก๊กพระยาพิษณุโลก ก๊กเจ้าพระฝาง ก๊กเจ้าพิมาย และก๊กเจ้าพระยานครศรีธรรมราชจนราบคาบ พระเจ้าตากสินทรงใช้เวลารวบรวมอาณาเขตเข้าเป็นพระราชอาณาจักร “กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร” ประมาณ ๓ ปีเศษ คือ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๑ ถึง พ.ศ.๒๓๑๓

กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรสถาปนาอยู่ได้ราว ๑๕ ปี ก็ได้สิ้นสุดลง จากเหตุกบฏเมืองหลวง นำโดยพระยาสรรค์ ผู้เป็นขุนนางเชื้อสายอยุธยาเก่า พระเจ้ากรุงธนบุรีถูกสำเร็จโทษด้วยข้อหาวิปลาศ จนเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกต้องยกทัพกลับจากเขมรมาปราบปราม และปราบดาภิเษกเป็นปฐมราชวงศ์จักรี และมีพระราชดำริให้สร้างเมืองใหม่ให้เหมือนกับกรุงศรีอยุธยา
 


ความเป็นมาของกรุงรัตนโกสินทร์

หากย้อนเวลาล่วงไปกว่า ๘๐๐ ปี มีการเปลี่ยนแปลงที่ตั้งถิ่นฐานนับ ๔ ครั้งของราชธานีไทย สถานที่ที่เป็นศูนย์รวมของจิตใจ การเมืองปกครอง และการบริหารราชการแผ่นดินตราบถึงปัจจุบัน เริ่มมาจากการสถาปนาราชธานีแห่งแรก นั่นคือกรุงสุโขทัย ต่อมาคือกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และราชธานีปัจจุบันกรุงรัตนโกสินทร์

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงปราบดาภิเษก เป็นปฐมกษัตริย์แห่ง “ราชวงศ์จักรี” ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองบางกอกขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่แทนกรุงธนบุรีฯ โดยโปรดให้มีการสืบทอดศิลปวัฒนธรรมจากกรุงศรีอยุธยาทั้งหมด ทรงทำพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๖ ขึ้น  ๑๐ ค่ำ ย่ำรุ่งแล้ว ๕๔ นาที ปีขาล จ.ศ. ๑๑๔๔ จัตวาศก หรือตรงกับวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ แล้วทรงเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ ณ วันที่๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๒๕ กรุงรัตนโกสินทร์ภายใต้จิตวิญญาณดั้งเดิมของกรุงศรีอยุธยาขณะนั้นมีนามเต็ม ว่า “กรุงเทพมหานครบวรทวารวดีศรีอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์” นั้น มีนามสามัญอันปรากฏเรียกอย่างรับรู้ร่วมกันในพงศาวดาร จดหมายเหตุ หมายรับสั่ง ใบบอก สาสน์ตรา และเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์อื่นๆว่า กรุงเทพมหานครหรือพระนคร เมื่อพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสถาปนาราชธานีใหม่ ณ บริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ครั้นเสร็จสิ้นการเฉลิมฉลองพระนครแล้ว ท่านจึงพระราชทานนามพระนครใหม่ เปลี่ยนแปลงจากชื่อดังกล่าวมาเป็น“กรุงรัตนโกสินท์อินท์อโยธยา”  

ครั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาธิบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงปรับเปลี่ยนนามพระนคร เป็น “กรุงเทพมหานครบวรรัตนโกสินท์มหินทอยุธยา”   ซึ่งต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปลี่ยนคำว่า บวร เป็น อมร เปลี่ยนคำว่ามหินทอยุธยา โดยวิธีการสนธิศัพท์เป็น มหินทรายุธยา และเติมสร้อยนามต่อ ทั้งเปลี่ยนการสะกดคำ สินท์ เป็น สินทร์ ดังนั้น กรุงรัตนโกสินทร์ในปัจจุบันจึงมีนามเต็มว่า “กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศมหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์” อันแปลได้ความว่า กรุงเทพมหานคร พระนครอันกว้างใหญ่ ดุจเทพนคร อมรรัตนโกสินทร์  เป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต มหินทรายุธยา เป็นมหานครที่ไม่มีใครรบชนะได้ มหาดิลกภพ มีความงามอันมั่นคงและเจริญยิ่ง นพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้วเก้าประการ อุดมราชนิเวศมหาสถานน่ารื่นรมย์ยิ่ง อมรพิมานอวตารสถิต มีพระราชนิเวศใหญ่โตมากมาย เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชา สักกทัตติยะวิษณุกรรมประสิทธิ์ ผู้อวตารลงมาซึ่งท้าวสักกเทวราชพระราชทานให้พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้ กรุงเทพมหานครมีฐานะในการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นจังหวัดพระนคร ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ รัฐบาลได้รวมจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี พร้อมปรับชื่อเป็น นครหลวงกรุงเทพธนบุรี โดยภายหลังการปรับปรุงการปกครองใหม่ เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้เปลี่ยนกลับมาเป็นชื่อ กรุงเทพมหานคร เหมือนเมื่อสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งประชาชนยังคงนิยมเรียกกันว่า “กรุงเทพฯ” ตราบทุกวันนี้

สืบเนื่องจากบริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมมีชื่อเรียกกันว่า "เมืองบางกอก" เมืองบางกอกหรือกรุงเทพมหานครเคยเป็นเมืองท่าสำคัญตั้งแต่ครั้งกรุง ศรีอยุธยา บริเวณดังกล่าวจึงเป็นศูนย์รวมแห่งการค้าขายติดต่อสื่อสารจากผู้คนที่มี เชื้อชาติหลากหลายเผ่าพันธุ์ ทั้งที่เป็นคนบางกอกดั้งเดิม รวมถึงชนชาติลาว มอญ จีน ญวน แขก ฝรั่ง เป็นต้น ต่อมาดังข้อมูลที่ได้กล่าวไป เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริทรงสร้างราชธานี ใหม่ อาณาเขตของกรุงเทพมหานครในขั้นแรกจึงถือเอาแนวคูเมืองเดิมฝั่งตะวันออก ของกรุงธนบุรีฯ คือ แนวคลองหลอด ตั้งแต่ปากคลองตลาดตลอดแนวกระทั่งออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงบริเวณสะพานพระปิ่นเกล้าเป็นบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ทั้งหมด บริเวณที่สร้างพระราชวังนั้นเดิมเป็นที่อยู่อาศัยของพระยาราชเศรษฐีและชาว จีน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปอยู่ที่สำเพ็ง ในการก่อสร้างพระราชวังโปรดเกล้าฯ ให้พระยาธรรมาธิบดีกับพระยาวิจิตรนาวีเป็นแม่กองคุมการก่อสร้าง เกณฑ์แรงงานเขมรราวหมื่นกว่าคนมาขุดลอกคูคลองรอบกรุง ส่วนแรงงานลาวเวียงจันทน์ราว ๕,๐๐๐ คน สร้างกำแพงเมือง นอกจากนี้ พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรจากหอพระแก้วในพระราชวังเดิม พร้อมกับจัดขบวนราชพิธีแห่องค์พระข้ามมาเพื่อประดิษฐาน ณ พระอุโบสถในพระราชวังใหม่ ทรงพระราชทานนามพระอารามว่า“วัดพระศรีรัตนศาสดาราม” พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงจัดให้มีพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อพระราชวังแล้วเสร็จ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๘ จึงจัดให้มีพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบแผน รวมทั้งงานฉลองพระนคร จึงนับได้ว่ารัชสมัยแห่งการปกครองของกษัตริย์ไทยสามพระองค์ในช่วงสามแผ่นดิน แรกของกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นช่วงระยะเวลาแห่งการสร้างบ้านแปงเมือง


  “...อยุธยายศล่มแล้ว        ลอยสวรรค์ ลงฤา
  สิงหาสน์ปรางค์รัตน์บรร        เจิดหล้า
  บุญเพรงพระหากสรรค์        ศาสน์รุ่ง เรืองแฮ
  บังอบายเบิกฟ้า            ฝึกฟื้นใจเมือง...”

(นายนรินทรธิเบศร์ (อิน), นิราศนรินทร์, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา, พิมพ์ครั้งที่ ๒๗, ๒๕๑๘, หน้า ๑)